กันยายน 07, 2010, 01:20:20 am

หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปฏิบัติธรรมอุทิศให้พ่อหลวงของเรา  (อ่าน 666 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
o|ze
อำนาจมืด
น้องใหม่
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มีนาคม 21, 2009, 05:48:03 pm »

ธรรมกับชีวิตประจำวัน

มาปฏิบัติธรรมเเบบง่ายๆกันเถอะโดยไม่ต้องไป วัด แต่ให้ปฏิบัติกับการใช้ชีวิตประจำวัน เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมก็คือต้องการให้จิตเป็นธรรม หรือการรู้ชำระจิตให้สะอาด หรือต้องการให้ธรรมตั้งมั่นอยู่ในจิต จนจิตรวมตัวเป็นหนึ่งก็คือความเป็นสมาธินั้นเอง ดังนั้นจึงต้องกำเนินจิตไปตามขั้นตอนเป็นบันใด ๓ ขั้น คือการทำความเพียรชอบก่อนจนจิตมีความรู้ตัวจึงไปสู่ความมีสติชอบ คือสามารถพิจารณาทำความรู้ถอนความพอใจ หรือไม่พอใจใน กาย เวทนา จิต ธรรม ได้ และจะทำให้จิตไปสู่ในขั้นสัมมาสมาธิได้ต่อไป


เพราะฉะนั้นเราจึงจะต้องรู้ว่า อะไรคือธรรม ธรรมในพระไตรปิฎกรวบรวมไว้ได้ถึง ๘๔.๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เมื่อย่อแล้วก็เหลือเพียง ๒ นั้นก็คือ กุศลธรรม และ อกุศลธรรม คำว่ากุศลธรรม ก็หมายถึงธรรมขาวหรือฝ่ายดี ส่วน อกุศลธรรมก็คือธรรมฝ่ายดำฝ่ายชั่ว ฝ่ายกิเลส ธรรมนี้เกิดอยู่ที่ไหน ตอบเกิดอยู่ที่จิตของเรานี้เอง และเราก็รับเอามาไว้ในจิตของเราตลอดเวลา


คนเราที่มีความทุกข์ ก็เพราะเรารับเอา อกุศลธรรม มาไว้ในจิตตลอดเวลา ไม่เคยละเคยวาง ไม่กำจัดออกไปเราจึงประสบแต่ความทุกข์ใจอยู่เสมอๆ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติ ต้องทำบันใดขั้นที่ ๑ ก็คือต้องทำให้จิตของเราเป็นฝ่าย กุศลธรรม ไม่ใช่ให้เป็นฝ่าย อกุศลธรรม อกุศลธรรมเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย ส่วนกุศลธรรมเป็นต้นเหตุแห่งความสุขใจและความสงบใจ และเป็นยานพาหะนะนำไปสู่ความหลุดพ้น คือพระนิพพาน อกุศลธรรม คืออะไร? และเกิดได้อย่างไร?
อกุศลธรรม คืออารมณ์ หรือความรู้สึกที่มีความพอใจ หรือไม่พอใจ หรือความยินดี และยินร้าย เกิดอย่างไร คือเกิดได้ด้วยการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจที่คอยคิดนึกในทางไม่ดี เมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ได้สัมผัสรับรู้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็ง หรือใจที่คิดนึกแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาคือความพอใจหรือไม่พอใจ หรือความยินดี ยินร้าย นี้คือลักษณะของจิตที่เป็น อกุศลธรรม


ฉะนั้นหน้าที่เราก็คือคอยละคอยวางเฉยต่อความพอใจหรือไม่พอใจ หรือความยินดียินร้าย ต่อสัมผัส ต่าง ๆ และใจที่คอยคิดนึกด้วยการภาวนาหรือการคิดนึกอยู่ในใจเสมอๆ ว่าเราจะระวังไม่ให้จิตของเราเกิดความพอใจหรือไม่พอใจ หรือยินดียินร้าย ต่อสัมผัสอันเกิดจาก ตาได้เห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้สัมผัสเย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็ง และใจที่คอยจะคิดนึกถึงเรื่องราวในอดีต อกุศล เป็นต้นเหตุแห่งความไม่สงบเพราะมันคือตัวกิเลส และตัวความยึดมั่นถือมั่น ถ้าไม่ละก็จะเกิดเป็นอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ในใจ


เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมก็เพื่อกำจัดกิเลสให้ออกไปจากจิตจากใจ การปฏิบัติธรรมแบบนี้สามารถกระทำได้ในทุกอิริยาบถ มียืนเดินนั่งนอนดื่มกินทำพูดคิดแม้กระทั่งอุจจาระ หรือปัสสาวะ ไม่มีสถานที่ ไม่มีกาล ไม่มีเวลา สิ่งที่ควรรู้อีกอย่างคือ ชีวิตทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนมีวิบากอันเป็นผลของกรรมดี หรือกรรมชั่วที่เคยทำไว้ในอดีตชาติก็ดี หรือปัจจุบันชาติก็ดีคอยจัดให้เป็นไปต่างๆนาๆ วิบากนี้แหละคือกฎของธรรมชาติ ชีวิตที่ต้องประสบเคราะห์กรรมทั้งดีและร้าย การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้จิตของเราไม่หลงยินดี หรือยินร้าย จนเป็นเหตุให้ทุกข์ ก็เพราะเราเข้าใจในความเป็นไปในผลของวิบากกรรมที่ได้รับอยู่และเป็นการรู้ เหตุและผล ว่าอดีตเหตุปัจจุบันผล ปัจจุบันเหตุอนาคตผล จิตของเราจะไม่ยินดีหรือยินร้าย ต่อสิ่งทั้งหลาย เพียงสักแต่ว่ารู้ เพียงแต่รับรู้แต่ไม่รับรส จิตของเราก็จะเข้าสู่ความสงบได้โดยง่าย นี่แหละคือก้าวแรกสู่การรู้ตัว


ก้าวต่อไปเป็นบันใดขั้นที่ ๒ คือเราสามารถเกิดความรู้ตัวสติ คือรู้ทางกายก็สามารถถอดถอนความพอใจ หรือไม่พอใจออกเสียได้ รู้ทางเวทนา ก็ถอดถอนความพอใจ หรือไม่พอใจออกเสียได้ รู้ทางจิตก็ถอดถอนความพอใจ หรือไม่พอใจออกเสียได้ และรู้ทางธรรมอันเป็นสภาวจิตชั้นสูงก็สามารถถอดถอนความพอใจ หรือไม่พอใจออกเสียได้


เมื่อถึงเวลาจะนั่งสมาธิซึ่งเป็นการปฏิบัติในขั้นที่ ๓ ก็เพียงคอยตามดูจิตอย่าให้หลงมาร ลักษณะมารมี ๕ อย่างคือ ๑ ขันธ์มาร คือการทำร่างกายไม่พร้อมก็เป็นมาร ๒ กิเลสมาร คือการทำจิตไม่ดีพร้อมคือไม่สังวรอินทรีย์ให้ดีพอก็เป็นมาร ๓ อภิสังขารมารคือมารที่จะมาคอยหลอกให้เราคิดที่จะอยากทำสิ่งต่างๆอยากมีอยาก เป็นต่างๆ ๔ มัจจุมาร คือความตายที่จะมาพรากชีวิตของเราเสียก่อนที่จะปฏิบัติให้สำเร็จ และ ๕ คือ เทวปุตมาร คือมารที่จะคอยเอาเรื่องความสุขต่างๆในอดีตมาหรอกให้เราหลง เพราะมารจะคอยขัดขวางไม่ให้จิตสงบโดยจะเอาภาพ และเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตมาทำให้หลง


จะยกตัวอย่างตอนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ธรรม มารได้ยกเสนามารมาขัดขวางไม่ให้บรรลุธรรม ฉะนั้นเมื่อเราจะนั่งสมาธิพึงรู้กิจที่จะต้องทำคือคอยตามดูมาร เมื่อมารเอาอะไรมาให้รู้ก็ให้รู้ทันมาร และบอกกับมารว่าเรารู้แล้วมารไม่ต้องมาอีก ทำเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทำเมื่อรู้ทันมารพระพุทธเจ้าจะขับไล่มารไปทุก ครั้ง อย่าได้เพียรเพ่งดูจิตเฉย ๆ เพราะจะเป็นโมหะหรือความหลงได้ แต่เพียรรู้จิตตามความเป็นจริงโดยไม่ยินดียินร้าย คอยรู้ให้ทันแล้วถอนความพอใจหรือไม่พอใจออกเสียได้ จึงจะเป็นการเจริญสติอย่างถูกต้อง จิตจะเข้าสู่ความเป็นสัมมาสมาธิโดยสงัดแล้วจากกิเลสกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย


ผู้ใดเข้าถึงกุศลธรรมจนเป็นเอกัคคตาจิต คือจิตมีอารมณ์หนึ่งเดียวเป็นธรรมตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว ก็จะเข้าใจในคำที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราพระตถาคต"

เรามาปฏิบัติธรรมกันเทิดเพื่อสันติสุขอันแท้จริง


พระอุดม วัดป่าหนองเลง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: